วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558




บันทึกการอ่าน
บันทึกการอ่าน ของ นางสาวนิกษ์นิภา  อินต๊ะราช 
 เลขที่  ๙  ชั้น ม. ๔/๑

เรื่องที่  ๑ วันที่  ๑๓  เดือน กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๕๘

ชื่อเรื่อง  สิงโตกับวัว
สาระสำคัญ  กาลครั้งหนึ่ง มีวัวสามตัวมันเป็นมิตรที่ดีต่อกันและมีความสามัคคีมาก
วัวทั้งสามอาศัยอยู่ในทุ่งกว้างที่ป่าใหญ่อัฟริกา
และมักจะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดๆก็ตาม
ทั้งเวลากินหญ้าหรือแม้แต่เข้านอน ก็มักจะอยู่ใกล้ๆกันตลอดเวลา

จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่วัวทั้งสามตัวกำลังยืนกินหญ้าอยู่นั้น
ได้มีสิงโตหิวโซตัวหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเข้า มันหมายที่จะบุกเข้าไปจับกินเหยื่อ
ว้าว! พวกมันดูน่าอร่อยมากเลยเชียวสิงโตกล่าว
เมื่อวัวทั้งสามเห็นสิงโตก็ไม่มีทีท่าว่าจะเกรงกลัวแต่อย่างใด
แต่กลับยืนหันหน้าปะทะกับสิงโตในทันที
ม่อๆๆกางเขาหันหน้าสู้กับสิงโต ห้ามแยกจากกันเป็นอันขาดวัวตัวหนึ่งกล่าว

สิงโตจึงไม่สามารถที่จะเข้าไปใกล้ และทำอะไรพวกวัวทั้งสามได้เลยสักนิด
มันจึงทำได้ก็เพียงแค่เดินเมียงมองอยู่ห่างๆ และรอบๆ เท่านั้น
มันเฝ้ารอคอยหาโอกาสที่จะบุกเข้าโจมตีแต่แล้วก็ต้องเลิกลาและถอยห่างไปในที่สุด
เจ้าวัวกล่าวตัวหนึ่งกล่าวขึ้นว่า
ถ้าพวกเราร่วมมือสามัคคีกัน ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวเจ้าสิงโตนั่นเลยสักนิด
สิงโตรู้สึกอับอายมาก ที่ไม่สามารถกินพวกวัวนั้นได้


กาลครั้งหนึ่ง มีวัวสามตัวมันเป็นมิตรที่ดีต่อกันและมีความสามัคคีมาก
วัวทั้งสามอาศัยอยู่ในทุ่งกว้างที่ป่าใหญ่อัฟริกา
และมักจะไปไหนมาไหนด้วยกันเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดๆก็ตาม
ทั้งเวลากินหญ้าหรือแม้แต่เข้านอน ก็มักจะอยู่ใกล้ๆกันตลอดเวลา
จนกระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่วัวทั้งสามตัวกำลังยืนกินหญ้าอยู่นั้น
ได้มีสิงโตหิวโซตัวหนึ่งเดินผ่านมาเห็นเข้า มันหมายที่จะบุกเข้าไปจับกินเหยื่อ
ว้าว! พวกมันดูน่าอร่อยมากเลยเชียว สิงโตกล่าว
เมื่อวัวทั้งสามเห็นสิงโตก็ไม่มีทีท่าว่าจะเกรงกลัวแต่อย่างใด
แต่กลับยืนหันหน้าปะทะกับสิงโตในทันที
ม่อๆๆกางเขาหันหน้าสู้กับสิงโต ห้ามแยกจากกันเป็นอันขาด วัวตัวหนึ่งกล่าว
สิงโตจึงไม่สามารถที่จะเข้าไปใกล้ และทำอะไรพวกวัวทั้งสามได้เลยสักนิด
มันจึงทำได้ก็เพียงแค่เดินเมียงมองอยู่ห่างๆ และรอบๆ เท่านั้น
มันเฝ้ารอคอยหาโอกาสที่จะบุกเข้าโจมตีแต่แล้วก็ต้องเลิกลาและถอยห่างไปในที่สุด
เจ้าวัวกล่าวตัวหนึ่งกล่าวขึ้นว่า
ถ้าพวกเราร่วมมือสามัคคีกัน ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวเจ้าสิงโตนั่นเลยสักนิด
สิงโตรู้สึกอับอายมาก ที่ไม่สามารถกินพวกวัวนั้นได้

ฮึ้มมันน่าจะมีหนทางดีๆอยู่บ้างซิ สิงโตพยายามใช้ความคิด
อ้อข้ารู้แล้ว!..เพราะพวกมันมีความสามัคคีกันนี่เองข้าถึงจับพวกมันกินไม่ได้ซะที
ดังนั้น ข้าต้องจัดการทำให้พวกมันแตกแยกขาดความสามัคคีเสียก่อน
แล้วถึงตอนนั้น ข้าก็จะจับพวกมันกินทีละตัวได้อย่างง่ายดายฮ่าๆ!
เมื่อสิงโตคิดได้ดังนั้น มันได้ย้อนกลับมาปรากฏตัวในทุ่งกว้างที่พวกวัวทั้งสามตัวอยู่อีกครั้ง
ดูสินั่นพวกมันกำลังแยกกันไปยืนกินหญ้าอยู่ในที่ห่าง ๆ กันพอดีเลยเชียว

สิงโตรีบเดินไปในที่ที่ใกล้ ๆ กับวัวตัวสีแดงก่อน แล้วกระซิบด้วยเสียงที่นุ่มนวลที่สุดว่า
นี่นี่..นายสีแดง เราต้องขอยอมแพ้ในความเก่งกาจของพวกท่านแล้วหล่ะ
เพราะพวกท่านนั้นทั้งเก่งทั้งแข็งแรง..เราขอนับถือ..แต่ว่านะ!
เราอยากรู้จังเลย..ว่าท่านทั้งสามนั้นใครคือผู้ที่เก่งและแข็งแรงที่สุดในฝูงล่ะ
วัวตัวสีแดงจึงพูดว่า พวกเรานั้นทั้งเก่งและแข็งแรงด้วยกันทั้งสามนั่นแหละ
สิงโตทำท่าทีเป็นตกใจ แล้วกล่าวว่า
จริงรึท่านแต่ที่ข้าได้ยินมาจากวัวตัวอื่นนั้น..มันไม่ใช่อย่างเช่นที่ท่านพูดนี่!
วัวตัวสีแดงรู้สึกแปลกใจมาก จึงถามไปว่า แล้วพวกนั้นพูดว่าอย่างไรรึ?”
สิงโตจึงได้ทีพูดว่า วัวตัวสีดำนั้นบอกว่ามันนั้นทั้งเก่งและแข็งแรงที่สุดในฝูง
แล้วยังบอกอีกด้วยว่า ถ้าลองไม่มีมันแล้วรับรองว่า
วัวตัวสีแดงกับวัวตัวสีน้ำตาลจะต้องโดนสิงโตกินไปตั้งนานแล้วอีกด้วยนะท่าน
ฮึอะไรนะ! ทำไมมันถึงได้พูดห่วยๆและแย่มากอย่างนี้ได้นะ
วัวตัวสีแดงพูดขึ้นด้วยความโกรธอย่างมาก

 จากนั้น สิงโตก็ได้ไปพูดหลอกลวงเช่นนี้กับวัวสีน้ำตาล
นี่นี่ท่านสีน้ำตาล..ท่านรู้ไหม?…เจ้าวัวสีดำนั้นได้พูดป่าวประกาศไปทั่วนะว่า
ตัวมันนั้นมีหน้าที่คอยคุ้มครองภัยให้กับวัวทั้งสอง
หาว่าท่านวัวทั้งสองนั้นอ่อนแอและทำอะไรที่เป็นประโยชน์ไม่ได้เสียเลย
เจ้าวัวสีน้ำตาลได้ยินดังนั้น มันก็โกรธมากๆ
แล้วสิงโตก็ได้ไปพูดหลอกลวงเช่นนี้อีกกับวัวสีดำตามแผนได้อย่างแนบเนียน

ม่อๆๆม่อๆๆ วัวทั้งสามตัวจึงมีอันต้องนองเลือด
จากการต่อสู้วัวทั้งสามได้รับบาดเจ็บอย่างมากและอ่อนแรงลงอย่างไม่ได้สติ
แล้ววัวทั้งสามก็จำต้องขาดความสามัคคีตัดขาดความเป็นมิตรที่ดีต่อกันในที่สุด
ม่อๆข้าไม่ปรารถนาที่จะอยู่กับพวกเจ้าอีกต่อไปแล้ว วัวทั้งสามตัวกล่าว
สิงโตเฝ้ามองดูเหตุการณ์นั้น มันยิ้มด้วยความพอใจ
มันได้โอกาสเข้าไปจับพวกวัวที่อ่อนแรงใกล้ตายทีละตัวๆแสนง่ายดาย
สิงโตจึงแสนสบายไม่ต้องทำอะไรแต่มีอาหารตุนเป็นเนื้อวัวกินได้ตั้งสามวัน

ข้อคิดคำคม  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การแตกความสามัคคีนำมาซึ่งความสูญเสีย

การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน   เราควรจะมีความสามัคคีกัน

หนังสืออ้างอิง  นิทานอีสป









บันทึกการอ่าน

บันทึกการอ่าน ของ นางสาวนิกษ์นิภา  อินต๊ะราช  

เลขที่  ๙  ชั้น ม. ๔/๑
เรื่องที่  ๒ วันที่  ๑๓  เดือน กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๕๘ชื่อเรื่อง  ห่านกับไข่ทองคำ

สาระสำคัญ  กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วชาวนาคนหนึ่งได้ไปยังรังห่านของเขา
แล้วพบไข่ฟองหนึ่งเป็นสีเหลืองส่องแสงแวววาว
เมื่อเขาหยิบมันขึ้นมา
ก็รู้สึกว่ามันหนักพอๆ กับตะกั่ว
เขานำมันกลับบ้าน
และทันใดก็พบว่ามันเป็นไข่ทองคำบริสุทธิ์
แล้วพบไข่ฟองหนึ่งเป็นสีเหลืองส่องแสงแวววาวเมื่อเขาหยิบมันขึ้นมาก็รู้สึกว่ามันหนักพอๆ กับตะกั่วเขานำมันกลับบ้านและทันใดก็พบว่ามันเป็นไข่ทองคำบริสุทธิ์ทุกเช้าเหตุกาลเดียวกันก็เกิดขึ้นและในไม่ช้าเขาก็กลายเป็นคนมั่งมีจากการขายไข่ทองคำเมื่อเขายิ่งร่ำรวยขึ้นเขาก็ยิ่งโลภมากขึ้น
และคิดหาทางที่จะได้ขายไข่ทั้งหมด
ที่ห่านสามารถให้ได้ในคราวเดียว
เขาจึงฆ่ามันผ่าทองมัน
แล้วเขาก็พบแต่ความว่างเปล่า…!
และคิดหาทางที่จะได้ขายไข่ทั้งหมดที่ห่านสามารถให้ได้ในคราวเดียว
เขาจึงฆ่ามันผ่าทองมันแล้วเขาก็พบแต่ความว่างเปล่า…! ข้อคิดคำคม  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  ความโลภไม่เคยให้ความมั่งมีแก่ใคร
ดั่งคำสุภาษิตไทยที่ว่า “โลภมาก ลาภหาย” นั่นเอง
ดั่งคำสุภาษิตไทยที่ว่า “โลภมาก ลาภหาย” นั่นเอง การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน   เราไม่ควรจะโลภ เพราะการโลภจะทำให้เราไม่เหลืออะไรเลย
หนังสืออ้างอิง   นิทานอีสป





บันทึกการอ่าน
บันทึกการอ่าน ของ นางสาวนิกษ์นิภา  อินต๊ะราช 
 เลขที่  ๙  ชั้น ม. ๔/๑
เรื่องที่  ๓ วันที่  ๑๓  เดือน กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๕๘

ชื่อเรื่อง  กระต่ายตื่นตูม

 

สาระสำคัญ  กาลครั้งหนึ่ง กระต่ายตัวหนึ่งนอนหลับอยู่ใต้ต้นตาล
ขณะที่นอนหลับอยู่นั้น เกิดพายุใหญ่
ทำให้ลูกตาลหล่นลงที่พื้นดิน เกือบถูกกระต่าย
กระต่ายตกใจตื่นขึ้น คิดว่าฟ้าถล่ม ไม่ทันได้ไตร่ตรอง
ลุกขึ้นได้ก็วิ่งไปอย่างสุดกำลัง เพราะกลัวความตาย
สัตว์อื่น ๆ เห็นกระต่ายวิ่งมาจนเต็มกำลังดังนั้น
จึงถามกระต่ายว่า ”นี่ท่านวิ่งหนีอะไรมา
กระต่ายวิ่งพลางบอกพลางว่า
 ฟ้าถล่ม

 

สัตว์เหล่านั้นได้ฟังกระต่ายบอก ไม่ทันคิด
สำคัญว่าฟ้าถล่มจริง ก็พากันวิ่งตามกระต่ายไป
หกล้ม ขาหัก แข้งหัก โดนต้นไม้ ตกเหวตายบ้างก็มี
ส่วนที่ยังเหลือก็พากันวิ่งหนีต่อไปอีก
จนกระทั่ง มาพบพญาราชสีห์ตัวหนึ่ง เป็นสัตว์มีปัญญา
เห็นสัตว์ทั้งหลายพากันวิ่งมาไม่หยุดไม่หย่อน จึงร้องถามว่า
พวกท่านวิ่งหนีอะไรมา
กระต่ายจึงเล่าเรื่องให้ราชสีห์ฟัง  ราชสีห์ก็เข้าใจทันที
จึงถามต่อไปว่า ฟ้าถล่มที่ตรงไหน จงพาเราไปดูสักที

พอไปถึงใต้ต้นตาลที่กระต่ายนอน
พญาราชสีห์พิเคราะห์ดู เห็นลูกตาลตกอยู่ที่โคนต้น
ก็เข้าใจว่าที่แท้เป็นลูกมะตูมตกลงบนใบตาลแห้งจึงเกิดเสียงดัง
จนเจ้ากระต่ายคิดว่าแผ่นดินถล่ม
สัตว์ทั้งหลายเกือบต้องเสียชีวิต
เพราะเชื่อตามเสียงผู้อื่นโดยไม่คิดไตร่ตรองให้ดีเสียก่อน
เมื่อรู้สาเหตุแล้วจึงประกาศให้สัตว์ทั้งหลายทราบตามคามเป็นจริง
ด้วยความสุขุมรอบคอบรู้จักใช้สติปัญญาไตร่ตรอง
พญาราชสีห์จึงสามารถรักษาชีวิตสัตว์ทั้งหลายไว้ได้
และนำความสงบสุขมาสู่ป่าใหญ่อีกครั้งหนึ่ง

ข้อคิดคำคม  นิทานชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
1). “เมื่อต้องประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอย่างใดอย่างหนึ่งควรมีสติ
อย่าผลีผลามด่วนตัดสินใจเพราะอาจเกิดผลเสียได้
2). “อย่าตื่นตกใจโวยวายเชื่อข่าวลือจากผู้อื่นโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน
3). “ผู้ที่รู้จักใช้สติปัญญาคิดพิจารณาอย่างรอบคอบจะสามารถค้นพบสาเหตุของปัญหาได้
จากนิทานเรื่องนี้ จึงทำให้เกิดเป็นสำนวนสุภาษิตไทยขึ้นว่า “กระต่ายตื่นตูม” ที่หมายถึงใช้เปรียบเทียบคนที่แสดงอาการตื่นตกใจง่ายโดยไม่ทันคิดพิจารณาให้ถ่องแท้รอบคอบเสียก่อนว่าเป็นจริงหรือไม่ถ้าเชื่อโดยไม่ได้พิจารณาให้ถ่องแท้อาจทำให้เกิดความเสียหายได้


การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน    อย่าตื่นตกใจโวยวายเชื่อข่าวลือจากผู้อื่น โดยไม่พิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน
หนังสืออ้างอิง  นิทานชาดก





บันทึกการอ่าน
บันทึกการอ่าน ของ นางสาวนิกษ์นิภา  อินต๊ะราช  
เลขที่  ๙  ชั้น ม. ๔/๑

เรื่องที่  ๔ วันที่  ๑๓  เดือน กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๕๘

ชื่อเรื่อง  กบเลือกนาย

 

สาระสำคัญ  กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีกบฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ในหนองน้ำใหญ่แห่งหนึ่ง
อย่างอิสระเสรี และมีความสุข ไม่มีใครบังคับเคี่ยวเข็ญ กิน นอน เล่น ไปวันวัน
ทำให้รู้สึกว่าพวกตนช่างมีความสุขสบายเหลือเกิน
ต่อมาวันหนึ่ง พวกกบได้มานั่งล้อมวงคุยกัน ต่างปรึกษากันว่า
การอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ น่าจะมีหัวหน้า หรือพระราชาปกครองพวกเราสักคน
นอกจากจะทำให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว
ยังช่วยคุ้มครองอันตราย ให้กับพวกกบได้อีกด้วย
กบทั้งหลายต่างมีความเห็นตรงกัน
จึงพากันไปขอหาเทวดาขอพรให้เทวดาช่วยส่งหัวหน้า หรือพระราชามาให้

เทวดารู้ว่าพวกกบสุขสบายกันจนเคยตัวก็เลยนึกอยากมีหัวหน้าไปอย่างนั้นเอง
ไม่ได้คิดจริงจังอะไร จึงเสกท่อนซุงให้หล่นจากฟ้าตกลงสู่หนองน้ำเสียงดังโครมใหญ่
พวกกบพากันตกใจกลัวรีบดำหนีไปหลบก้นสระ
เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงพากันโผล่ขึ้นมา
พวกกบทั้งหลายได้เห็นซุงท่อนใหญ่ก็รู้ว่าเป็นพระราชาที่เทวดาประทานมาให้
ต่างพากันดีใจและให้ความเคารพท่อนซุงนั้น

ต่อมาไม่นานมีกบตัวหนึ่งใจกล้ากระโดดขึ้นไปเกาะบนท่อนซุงใหญ่
กบตัวอื่นๆเห็นว่าพระราชาของตนไม่ว่า อะไรก็พากันกระโดดตามขึ้นไปบ้าง
พระราชาของเราองค์นี้ท่านก็ใจดีอยู่หรอก แต่อ่อนแอไม่เอาไหน
วันๆ ได้แต่ ลอยไป ลอยมาน่าเบื่อ กบตัวหนึ่งกล่าวอย่างหมดความยำเกรง
พวกเราน่าจะไปร้องขอพระราชาองค์ใหม่ที่เข้มแข็งกว่านี้
มาปกครองพวกเราดีกว่า กบอีกตัวพูด

พวกกบจึงพากันไปร้องขอต่อเทวดา เทวดาเห็นว่าพวกกบทำแบบนั้น
จึงโกรธพวกกบที่ไม่รู้จักพอใจในความเป็นอยู่ที่แสนสุขสบายของตน
คราวนี้เลยส่งนกกระสาไปแทนท่อนซุง
เมื่อนกกระสาลงไปก็จับพวกกบกิน เป็นอาหาร ตัวแล้วตัวเล่า
พวกกบหายไปทีละตัวทีละตัว เมื่อได้รับความเดือดร้อน
พวกกบที่เหลืออยู่จึงพากัน ขอพระราชาองค์ใหม่จากเทวดาอีกครั้ง
เมื่อเจ้าไม่พอใจสภาพความเป็นอยู่เดิมของตัวเอง
ก็จงทนอยู่กับสภาพที่พวกเจ้าร้องขอไปเถอะเทพเจ้าตวาดเสียงดังลงมาจากฟากฟ้า

ข้อคิดคำคม  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  “ความต้องการที่ไม่รู้จักจบสิ้นอาจก่อผลร้าย
ในภายหลังและจากนิทานเรื่องนี้เอง ที่ทำให้เกิดเป็นสำนวนสุภาษิตไทยขึ้นว่า กบเลือกนาย ที่หมายถึง ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนผู้บังคับบัญชาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งท้ายสุดก็มักจะไม่ได้ดี…” นั่นเอง

การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน   -


หนังสืออ้างอิง  นิทานอีสป



บันทึกการอ่าน
บันทึกการอ่าน ของ นางสาวนิกษ์นิภา  อินต๊ะราช 
 เลขที่  ๙  ชั้น ม. ๔/๑

เรื่องที่  ๕ วันที่  ๑๓  เดือน กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๕๘

ชื่อเรื่อง  ลากับหมาป่า

สาระสำคัญ  ลาตัวหนึ่งกำลังกินหญ้าอยู่ในทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง
ถูกหมาป่าตัวหนึ่งคอยดักจับอยู่ ก็เลยแกล้งทำเป็นขาพิการ
เมื่อหมาป่าถามถึงเหตุความพิการของมัน
ลาก็ตอบว่ามันเพิ่งเดินไปเหยียบหนามอันแหลมคมเข้า
และจะเป็นการฉลาดที่จะดึงหนามออกเสียก่อนทันที
ในกรณีที่ว่าหากหมาป่าจะกินมันหนามอาจจะเข้าไปติดคอก็ได้

 

 

หมาป่าตอบตกลงทันทีแล้วมันก็ยกขาของลาขึ้น
แต่ในขณะที่มันกำลังตั้งใจหาหนามอยู่นั้น
ลาก็เตะหน้ามันด้วยขาหลังทั้งสองและออกวิ่งหนีไปโดยเร็ว

 

หมาป่างุนงงด้วยแรงเตะพลางพูดว่า
สมน้ำหน้าตัวข้าเอง ที่มัวแต่พยายามใช้ศิลปะในการรักษา
ในเมื่อพ่อเพียงสอนข้าให้มีความรอบรู้ ในด้านอาชีพของการฆ่าสัตว์เท่านั้น


ข้อคิดคำคม  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าทุกคนมีความชำนาญเป็นของตน

 


การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน   -

หนังสืออ้างอิง  นิทานอีสป








บันทึกการอ่าน
บันทึกการอ่าน ของ นางสาวนิกษ์นิภา  อินต๊ะราช 
 เลขที่  ๙  ชั้น ม. ๔/๑

เรื่องที่  ๖ วันที่  ๑๓  เดือน กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๕๘

ชื่อเรื่อง  สิงโตกับผู้รับใช้

สาระสำคัญ  มีสิงโตตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ในป่ามาช้านาน
กระต่าย หมาป่า แมว เห็นว่าสิงโตนั้นแข็งแรงมีอำนาจยิ่งใหญ่ในป่า

 

จึงมาขอเป็นลูกน้องคอยรับใช้
เพื่อต้องการให้สิงโตคอยคุ้มครองตนให้ปลอดภัยจากผู้อื่น
จึงมาเป็นลูกน้องสิงโตด้วยความสมัครใจ
สิงโตเมื่อมีลูกน้องคอยรับใช้เวลาจะทำอะไรก็จะให้ลูกน้องทำเสมอ

 

ทุกๆวันสิงโตนั้นสบาย งานการทุกอย่างลูกน้องก็ทำให้หมด
ลูกน้องสิงโตก็อยู่กันอย่างปลอดภัยไม่ต้องกลัวอันตรายจากผู้อื่นภายนอก

 

สิงโตจะทำอะไรลูกน้องก็ทำตาม ไม่มีใครคัดค้านเลย
จึงคิดว่าตนนั้นยิ่งใหญ่มีแต่คนคอยเอาใจ
จะดุว่าลูกน้องเขาก็ฟัง สิงโตจึงเอาแต่ใจตัวเอง
ไม่สนใจว่าลูกน้องจะรู้สึกอย่างไ

 

วันหนึ่งสิงโตสั่งให้กระต่ายทำงาน
แต่กระต่ายทำพลาดทำของตกแตกเสียหาย
เห็นดังนั้นสิงโตจึงโมโหและตะปบกระต่ายจนตาย
ขาดเจ้าเพียงตัวเดียวคงไม่เป็นไรข้ายังมีลูกน้องอยู่อีก
สิงโตกล่าวอย่างไม่ใยดี

 

เมื่อหมาป่า แมวเห็นเหตุการณ์ดังนั้น ต่างก็ชวนกันหนี ไม่ขอรับใช้สิงโตต่อไป
ข้าจะอยู่ได้อย่างไร หากข้าอยู่รับใช้ท่านต่อ ข้าก็คงเป็นเช่นกระต่ายตัวนั้น

 

หมาป่า แมว พากันเดินหนีจากสิงโต พร้อมกับพูดว่า
ศัตรูภายนอกนั้นน่ากลัวแต่ก็ไม่น่ากลัวเท่าเจ้านายที่ขาดคุณธรรม..ไม่รักลูกน้อง


ข้อคิดคำคม  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าบุคคลที่ขาดคุณธรรม ย่อมไม่มีใครอยากคบหา
แม้ว่าเขาเหล่านั้นจะมียศศักดิ์มีตำแหน่งมีอำนาจมากเพียงใด
แต่ถ้าเป็นบุคคลที่ขาดคุณธรรมย่อมหาผู้ที่คบหาด้วยความจริงใจนั้นได้ยาก


การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน  เราควรจะมีคุณธรรมเพราะถ้าไม่มีคุณธรรมก่จะไม่มีใครอยากคบ

หนังสืออ้างอิง  นิทานอีสป







บันทึกการอ่าน
บันทึกการอ่าน ของ นางสาวนิกษ์นิภา  อินต๊ะราช  
เลขที่  ๙  ชั้น ม. ๔/๑

เรื่องที่  ๗ วันที่  ๑๓  เดือน กุมภาพันธ์ พ.. ๒๕๕๘

ชื่อเรื่อง  ไก่กับพลอย

 

สาระสำคัญ  พ่อไก่หนุ่มตัวหนึ่งพร้อมกับฝูงแม่ไก่
กำลังคุ้ยเคี่ยอาหารหากินอยู่ที่ลานดิน ใกล้ๆกับทุ่งนา
ขณะที่มันกำลังคุ้ยดินอยู่นั้น
ได้พบกับพลอยเม็ดงามส่องประกายเม็ดหนึ่ง
มันจึงเอ่ยขึ้นว่า
ถ้านายมาพบเจ้าละก็ เขาจะต้องเก็บเจ้าขึ้นไปแน่ทีเดียว
เพราะเจ้ามีค่าสำหรับเขา แต่สำหรับข้า เจ้าไม่มีค่าเลยแม้แต่น้อย
อันที่จริงข้าวสักเมล็ดนั้นยังจะมีค่ามากกว่าเจ้า
พวกเพชรพลอยทั้งหมดในโลกเสียด้วยซ้ำ
แล้วพ่อไก่ก็เลิกสนใจ
หันไปคุ้ยเคี่ยอาหารของตนต่อไป

ข้อคิดคำคม  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
คนที่รู้ความต้องการของตนจะมีความสุขคนฉลาดชอบสิ่งที่จำเป็น
มากกว่าเครื่องประดับอันระยิบระยับที่ไม่มีค่าอันใด
นอกจาก ก่อให้เกิดความเย่อหยิ่งและความฟุ้งเฟ้อ


การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน   -

หนังสืออ้างอิง  นิทานอีสป